ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (PSG) ได้ตอกย้ำสถานะการเป็นหนึ่งในทีมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลของยุโรปอย่างเป็นทางการ ด้วยการก้าวขึ้นเป็นสโมสรที่สองในยุคแชมเปียนส์ลีกที่สามารถป้องกันแชมป์รายการนี้ได้สำเร็จ ชัยชนะอันน่าตื่นเต้นของพวกเขาเกิดขึ้นจากการดวลจุดโทษชนะ อาร์เซนอล 4-3 หลังจากเสมอกัน 1-1 ในรอบชิงชนะเลิศที่กรุงบูดาเปสต์ เมื่อคืนวันเสาร์ที่ผ่านมา ความสำเร็จนี้เป็นการต่อยอดจากผลงานอันยอดเยี่ยมเมื่อ 12 เดือนที่แล้ว ซึ่งพวกเขาเคยถล่ม อินเตอร์ มิลาน ขาดลอยถึง 5-0 ที่มิวนิก
เปแอสเชป้องกันบัลลังก์ยุโรป ก้าวสู่ทำเนียบทีมระดับตำนาน
การคว้าแชมป์ครั้งนี้ทำให้เปแอสเชกลายเป็นทีมแรกที่สามารถป้องกันแชมป์ได้สำเร็จ นับตั้งแต่ที่ เรอัล มาดริด เคยทำสถิติคว้าแชมป์ 3 สมัยซ้อนระหว่างปี 2016 ถึง 2018 และหากนับเฉพาะในยุคแชมเปียนส์ลีก (ตั้งแต่ปี 1993 เป็นต้นมา) พวกเขาคือทีมที่สองเท่านั้นที่สามารถทำสถิตินี้ได้ ตลอดประวัติศาสตร์ 71 ปีของการแข่งขันรายการนี้ มีเพียง 10 สโมสรเท่านั้นที่สามารถคว้าแชมป์ยุโรปได้ติดต่อกัน สโมสรที่อยู่ในรายชื่อสุดพิเศษระดับตำนานนี้ประกอบไปด้วย
- ปารีส แซงต์-แชร์กแมง (2025, 2026)
- เรอัล มาดริด (2016, 2017, 2018 และ 1956, 1957, 1958, 1959, 1960)
- เอซี มิลาน (1989, 1990)
- น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (1979, 1980)
- ลิเวอร์พูล (1977, 1978)
- บาเยิร์น มิวนิก (1974, 1975, 1976)
- อาแจ็กซ์ (1971, 1972, 1973)
- อินเตอร์ มิลาน (1964, 1965)
- เบนฟิก้า (1961, 1962)
หลุยส์ เอ็นริเก้ กล่าวหลังเกมว่า เขารู้สึกทั้งดีใจและเหนื่อยล้า แต่การคว้าแชมป์สองปีติดต่อกันคือช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดของฤดูกาล ความสำเร็จนี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งและความต่อเนื่องของทีมอย่างชัดเจน นักเตะเอาท์ฟิลด์ตัวจริงทั้ง 10 คนในเกมชนะอาร์เซนอล เป็นผู้เล่นชุดเดียวกับที่เอาชนะอินเตอร์ มิลานเมื่อปีก่อน มีเพียง มัตเวย์ ซาโฟนอฟ ผู้รักษาประตูคนใหม่ที่ลงแทน จานลุยจิ ดอนนารุมมา ซึ่งย้ายไปร่วมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา
เปแอสเชคืนสมดุลหลังยุคเอ็มบัปเป้ เกมรุกกระจายทุกตำแหน่ง
หลายฝ่ายเคยกังวลเมื่อเปแอสเชต้องสูญเสีย คีลิยัน เอ็มบัปเป้ ดาวยิงสูงสุดและเจ้าของรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมลีกเอิง 5 สมัย ที่ย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริดแบบไม่มีค่าตัวในปี 2024 แต่การจากไปของเขากลับสร้างสมดุลให้กับทีมอย่างยอดเยี่ยม ในฤดูกาลแรกที่ปราศจากเอ็มบัปเป้ (2024-25) เปแอสเชสามารถทำประตูรวมทุกรายการได้มากกว่าฤดูกาลสุดท้ายของเขาถึง 44 ประตู
สถิติในแชมเปียนส์ลีกฤดูกาลนี้ของพวกเขาก็อยู่ในระดับท็อป
- เกมรุกดุดัน: ทำไปถึง 45 ประตู เทียบเท่าสถิติสูงสุดที่บาร์เซโลนาเคยทำไว้ในฤดูกาล 1999-2000
- ครองบอลเหนือชั้น: มีสถิติการครองบอลเฉลี่ยสูงสุดในทัวร์นาเมนต์ที่ 60.5%
- กระจายการทำประตู: มีผู้เล่นผลัดกันทำประตูได้ถึง 20 คนในฤดูกาลนี้ สะท้อนปรัชญาการเล่นเป็นทีม
- วินัยยอดเยี่ยม: เป็นทีมที่ได้รับใบเหลืองน้อยที่สุดในบรรดาลีกชั้นนำของยุโรป

หลุยส์ เอ็นริเก้ ขึ้นแท่นยอดกุนซือ หลังคว้าแชมป์ยุโรป 3 สมัย
ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดคือ หลุยส์ เอ็นริเก้ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นเพียงผู้จัดการทีมคนที่ 5 ในประวัติศาสตร์ที่คว้าแชมป์แชมเปียนส์ลีกหรือยูโรเปียนคัพได้ถึง 3 สมัย โดยผลงานของเขายังได้รับความสนใจจากสื่อกีฬาและบทวิเคราะห์ผ่านทางเข้า M88 อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเขาเคยพาทีมบาร์เซโลนาคว้าแชมป์ในปี 2015 ก่อนจะนำเปแอสเชคว้าแชมป์ในปี 2025 และ 2026
โปรเจกต์เกมรุกเปลี่ยนใจเอ็นริเก้ ก่อนพาเปแอสเชกวาด 8 โทรฟี่
เรื่องที่น่าเหลือเชื่อคือ ตอนแรกเอ็นริเก้ปฏิเสธที่จะรับงานคุมทีมนี้เพราะไม่สนใจทีมที่เต็มไปด้วยซูเปอร์สตาร์ แต่เขาถูกโน้มน้าวด้วยโปรเจกต์ที่มุ่งเน้นการสร้างสไตล์ฟุตบอลเกมรุกที่น่าดึงดูด มากกว่าแค่การตั้งเป้าคว้าถ้วยแชมป์เพียงอย่างเดียว การบริหารจัดการของเขายอดเยี่ยมมาก จนพาทีมกวาดไปถึง 8 จาก 10 โทรฟี่ที่มีให้ลงชิงชัยในช่วงสองฤดูกาลหลังสุด
สายสัมพันธ์กับแฟนบอล ตอกย้ำความยิ่งใหญ่ของเปแอสเชยุคใหม่
นอกจากแท็กติกที่ยอดเยี่ยมแล้ว เขายังสร้างความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับแฟนบอลเปแอสเช ซึ่งมักจะแสดงป้ายผ้าและธงเพื่อเป็นเกียรติแก่เขาเสมอ รวมถึงการรำลึกถึงลูกสาวของเขาด้วย ชัยชนะแบบแบ็คทูแบ็คในครั้งนี้ จึงเป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีว่า เปแอสเชได้ยกระดับตนเองเข้าสู่การเป็นหนึ่งในทีมฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลอย่างเป็นทางการ
สรุปเปแอสเชสร้างประวัติศาสตร์ ป้องกันแชมป์ยุโรปสุดยิ่งใหญ่
เปแอสเชคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 2 สมัยซ้อน ก้าวขึ้นเป็นสโมสรที่ 10 ในประวัติศาสตร์ยุโรปที่ทำสำเร็จ ภายใต้การคุมทัพของ หลุยส์ เอ็นริเก้ ซึ่งปรับแท็กติกหลังสิ้นยุคเอ็มบัปเป้จนทีมเล่นเกมรุกได้อย่างดุดันและสมดุล ยกระดับสโมสรสู่ความยิ่งใหญ่ระดับตำนาน ห้ามพลาด! ที่จะติดตามอัปเดตข่าวสารวงการฟุตบอลได้ที่ M88
